ปัจจุบันประชาคมโลกให้ความสนใจต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ จึงได้ก่อตั้งกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) จากแนวคิดของอนุสัญญาฯ ดังกล่าว จึงมีแนวทาง ข้อกำหนด และการขอความร่วมมือจากประเทศต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 ความตกลงกรุงปารีส (Paris Agreement) ได้เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และตั้งเป้าที่จะมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกในระดับสูงที่สุด (Global Peaking) โดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หลังจากนั้นจะดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกลงอย่างรวดเร็ว ตามวิธีการการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมนุษย์จากแหล่งกำเนิดและการกำจัดโดยการดูดซับก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น ประเทศไทยซึ่งเป็นภาคีขององค์การสหประชาชาติ ได้มีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (National Determined Contributions: NDCs) ซึ่งระบุว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 13: การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) อีกด้วย ในฐานะที่บริษัทฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก มีความมุ่งมั่นและยินดีในการสนับสนุนส่งเสริมและให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ท้าทายอย่างเคร่งครัด โดยมีนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังนี้

แนวทางการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ กำหนดนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้ทุกหน่วยงานตลอดห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มจีพีเอสซี นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ช่วงการวางแผน ออกแบบ ดำเนินการ ตลอดจนสิ้นสุดการดำเนินงาน

นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการจัดการของบริษัทฯ ซึ่งมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธาน โดยได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารการเปลี่ยนแปลงและความยั่งยืนองค์กรทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานตามนโยบายและกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ส่วนบริหารความเสี่ยงองค์กร ภายใต้ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและบริหารความเสี่ยง ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนและครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

ผังการระบบการบริหารภายในบริษัทฯ
ผังการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ด้วยกระแสด้านการใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) มีบทบาทอย่างมากในการดำเนินธุรกิจพลังงานไฟฟ้า กลุ่มจีพีเอสซี มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยี แสวงหาโอกาสใหม่ๆ และมุ่งขยายการลงทุนด้านพลังงานเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการของลูกค้าและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานระยะยาว ตลอดจนกำหนดมาตรการเพื่อรับมือความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทฯ กำหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับเป้าหมายและพันธกิจขององค์กรซึ่งมีแนวทางในการดำเนินงานดังต่อไปนี้

Do Now

บริษัทฯ ดําเนินการตามหลักประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) ในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนเพื่อลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกจากทุกกิจกรรม ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตด้วย นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดทําโครงการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง

Decide Now

บริษัทฯวางแผนและกระจายสัดส่วนการลงทุนไปยังพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยตั้ง เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น ร้อยละ 30 ภายในปี 2568 วางแผนในการ กําหนดราคาคาร์บอนเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการลงทุนใหม่ ๆ ในอนาคต รวมถึงการขยายขอบเขตการเก็บข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 3 จาก ห่วงโซ่คุณค่าให้ครอบคลุมกิจกรรมการดําเนินงาน

Design Now

บริษัทฯ มองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนวัตกรรมที่สนับสนุนการดําเนินงานคาร์บอน ต่ํา ทั้งการสนับสนุนการวิจัยพัฒนาแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานที่มารองรับรูป แบบการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไปในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้และมีส่วนร่วมของพนักงานในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กรของกลุ่มจีพีเอสซี อาทิ การอบรมและให้ความรู้พนักงาน การอบรมให้ความรู้พนักงานเรื่องกลไกราคาคาร์บอน การมีส่วนร่วมในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การรณรงค์การลดการใช้พลังงานและประหยัดทรัพยากรในองค์กรเพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ดีภายในองค์กร

การผลิตพลังงานผ่านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล ล้วนเป็นพลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไป สามารถหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ได้และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณน้อยอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานที่ผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยเหตุนี้ เพื่อมุ่งสู่การใช้พลังงานที่ไม่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) บริษัทฯ จึงเห็นความสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียน เพื่อเป็นส่วนขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ดังนี้

ในปี 2563 บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดทำมาตรการรับมือต่อผลกระทบและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยบูรณาการเข้าสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร

ความเสี่ยง
  • อุทกภัย
  • ภัยแล้ง
  • วาตภัย
  • ภัยจากฟ้าผ่า
ผลกระทบ

ผลกระทบจากภัยธรรมชาติอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อบริษัทฯ ไม่ว่าจะ เป็นการหยุดชะงักของกระบวนการผลิต ความเสียหายของเครื่องจักและสาธารณูปโภค รวมถึงความต้องการของลูกค้า โดยอาจส่งผลถึงมูลค่าความเสียหายกว่า 1410 ล้าน บาทหากไม่มีการจัดการ

แนวทางการจัดการ

บริษัทฯ จัดทําแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ครอบคลุมภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเนื่อง มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเฝ้าระวังและตรวจติดตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด สํารองวัตถุดิบและเชื้อเพลิงให้มีความเพียงพอในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ ปฏิบัติตตามมาตรการตามรายงานประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ความเสี่ยง
  • การกําหนดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราคาคาร์บอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • การเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการและข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสีย
ผลกระทบ

ผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งด้านข้อกําหนดทางกฎหมาย และความ ต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ลูกค้าและชุมชนล้วนส่งผลให้บริษัทฯ ต้องมีการดําเนินการเพื่อตอบสนองและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากการสูญเสียราย ได้ ชื่อเสียง และรูปแบบการลงทุนและการดําเนินธุรกิจ โดยคาดว่าหากไม่มีการจัดการที่ ดีอาจส่งผลกระทบเป็นมูลค่ากว่า 347 ล้านบาท

แนวทางการจัดการ

บริษัทฯ วางแผนเพิ่มการผลิตพลังงานจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิจัยและ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงวางแผนการจัด ทําราคาคาร์บอนองค์กร ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องและจัดทํา แนวทางการปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ

การขยายโอกาสในการดําเนินธุรกิจ ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกSSมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ

การเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงาน จากพลังงานหมุนเวียน

การผลิตพลังงานจากเทคโนโลยี และนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ

บริษัทฯ ได้ระบุโอกาสในการดําเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานจากพลังงานหมุนเวียนและลดการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังลงทุนในการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมเพื่อรองรับธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคตเช่น ระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยีการผลิตที่ปล่อยมลพิษต่ําและมีประสิทธิภาพดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้สูงถึง 6,000 ล้านบาท

บริษัทฯ ได้ศึกษาในการนำราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP) ซึ่งเป็นการกำหนดมูลค่าของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นตัวเงิน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมรับมือความเสี่ยงและผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการลงทุนโครงการใหม่ ๆ ในอนาคต เพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินการสู่การดำเนินงานคาร์บอนต่ำในระยะยาวต่อไป ซึ่งบริษัทได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 6 บริษัทแรกของประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิค (Technical Supports) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือที่ได้ร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) ในการเสริมสร้างศักยภาพ พัฒนา และประยุกต์กลไกกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) ที่เหมาะสมกับบริบทและกลยุทธ์ขององค์กรและสนับสนุนการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีแนวทางการดำเนินงานใน 3 กิจกรรม ดังนี้

การใช้ราคาเงา (Shadow Price) ในการประเมินความเสี่ยง และผลกระทบของราคาคาร์บอนต่อกําไรของบริษัทฯ ในอนาคต

การใช้ราคาเงา (Shadow Price) เป็นหนึ่งใน เกณฑ์การตัดสินใจการลงทุนโครงการ (CAPEX)

การใช้ราคาคาร์บอนเป็นหนึ่งในเกณฑ์การตัดสินใจค่าใช้จ่าย ในการดําเนินงาน (OPEX)

บริษัทฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานรับผิดชอบโครงการกำหนดราคาคาร์บอนในองค์กรและการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก กลุ่มจีพีเอสซี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวางแผนการและติดตามดำเนินงานการใช้ราคาคาร์บอนองค์กรให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ทางการเงินและแนวทางการลงทุนสีเขียว (Green Finance) และให้ข้อคิดเห็นในการพัฒนาแนวปฏิบัติในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการกำหนดราคาคาร์บอน รวมถึงเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางแผนการดำเนินงานกำหนดราคาคาร์บอนในองค์กรระยะ 10 ปี โดยเริ่มดำเนินการวางแผนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และวางแนวทางการดำเนินการให้เหมาะสมภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด โดยประยุกต์ใช้กลไกราคาคาร์บอนในองค์กร 3 รูปแบบ ได้แก่ ราคาที่กำหนดจากจำนวนเงินที่บริษัทฯ ใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Implicit Price) ราคาจากการตั้งสมมุติฐานของราคาก๊าซเรือนกระจกหรือราคาเงา (Shadow Price) รวมถึงการกำหนดและจัดเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละหน่วยธุรกิจในองค์กร (Internal Carbon Fee/ Internal Trading System) ให้เกิดประโยชน์และครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทุกขอบเขตการปล่อย ดังนี้

Near-Future Term (2021-2022) Longer Term (2023-2030)
ICP Objectives
To increase internal capacity and learn to apply internal carbon pricing
To reduce greenhouse gas emission lower than 0.49 kgCO2e/kWh by 2030
To increasing renewable energy up to 30% of GPSC's installed capacity
Coverage Scope of GHG Emissions
Scope 1
Scope 2
Scope 1
Scope 2
Scope 3
Coverage Scope of GHG Emission
Investment Decisions
Investment Decisions
Operation Decisions
ICP Approach
Implicit Price
Shadow Price
Shadow Price
Internal Carbon Fee/ Internal Trading System

ในปี 2563 บริษัทฯ เข้าร่วมการประเมินตัวชี้วัดธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน (Low Carbon and Sustainable Business Indexes: LCSi) ที่ดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของธุรกิจที่ใส่ใจต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยใช้กลไกการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพและคำนึงถึงความสมดุลทั้ง 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม รวมถึงมีการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนายั่งยืนของประเทศ ซึ่งสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับองค์กรอื่น ๆ โดยในปี 2563 บริษัทฯได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 4 บริษัทที่ได้รับผลประเมินในระดับ “ยอดเยี่ยม” ผ่านการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือ (Life Cycle Assessment: LCA) การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Product: CFP) การเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐาน ของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการบรรลุเป้าหมายไม่มีของเสียส่งไปกำจัดในหลุมฝังกลบ (Zero-waste to landfill) เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ มีการบริหารจัดการในกลุ่มประเด็นที่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ และผู้มีส่วนได้เสียในประเด็นต่าง ๆ ครอบคลุมทุกมิติความยั่งยืน ดังนี้

Energy Mix
Emission Reduction
Contribution to Decarbonization
Innovation
Decentralized
Disruptive Technology
Energy Policy & Regulation
Customer’s Ability to Control and Make a Choice
Customer Data and Information Privacy
Natural Disasters
Efficiency of Operations
Workforce Planning
External Transparency to Build Credibility
Internal Communication
Training for Current Employees
Diversity and Equal Opportunity
Labour Rights
Board of Directors
Code of Conduct
Crisis and Risk Management
Personal Safety and Health
Waste
Community Relationship
Community Involvement and Development Project to Improve Livelihood
Manage Supply Risks
Leverage Opportunity with Suppliers and Contractors
Supplier Rights
ปรับปรุง ณ เดือน กุมภาพันธ์ ปี 2564

เนื้อหาข้างต้นจัดทำตามมาตรฐานการรายงานความยั่งยืน โดย The Global Reporting Initiative (GRI Standards) ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดยหน่วยงานภายนอกและให้ความเชื่อมั่นข้อมูลการรายงานในระดับจำกัด (Limited Assurance)