แนวทางการบริหารจัดการด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
GRI 103-2

บริษัทฯ ตระหนักถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและพลังงานตามหลัก 3D1C ซึ่งประกอบด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) การกระจายโครงข่ายไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหลายรูปแบบ (Decentralization) การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการบริหารจัดการพลังงาน (Digitalization) และการกระจายการผลิตไฟฟ้าที่ผู้บริโภคเป็นได้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Convergence) ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต บริษัทฯ เตรียมความพร้อมและวางแผนเพื่อปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจโดยตั้งงบประมาณการลงทุนที่สูงขึ้นเพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าวและสร้างผลตอบแทนจากธุรกิจใหม่ โดยมีกลยุทธ์ "S3: S-curve & batteries" ที่เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับการใช้ในอุตสาหกรรมได้อย่างหลากหลาย นอกจากนี้บริษัทฯ ตั้งกลยุทธ์ "S4: Shifting to Customer-Centric Solutionbatteries" ที่มุ่งเน้นบริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กแบบกระจายตัว (Distributed Generation) การพัฒนาออกแบบ ติดตั้งระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ (District Cooling) การให้คำปรึกษาและวิเคราะห์การใช้พลังงาน และการบูรณาการระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

Decentralization
Decarbonization
Digitalization
Convergence

Decentralization

การกระจายศูนย์รวมของระบบผลิตพลังงานจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่สู่ขนาดเล็ก สามารถซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ ส่งผลให้เกิดการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวมากขึ้นในรูปแบบของ Microgrid เพื่อใช้งานในระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) เกิดการเปลี่ยนผ่านจาก Consumer เป็น Prosumer ซึ่งผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยสามารถเป็นได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไปด้วยในตัว โดยการผลิตไฟฟ้าจะใช้พลังงานหมุนเวียน และอาจจะควบคู่ไปกับ Energy Storage ด้วย โดยการสามารประยุกต์การใช้พลังงานหมุนเวียนมาใช้เพิ่มเติม อาทิ การใช้โซล่าร์รูฟท็อป (Solar Rooftop)

Decarbonization

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานสู่การใช้พลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ หรือชีวมวล ล้วนสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์จากเชื้อเพลิงฟอสซิล และการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) และ Hydrogen เป็นต้น ทั้งยังสนับสนุนความตกลงปารีสและเจตนารมณ์ของประเทศจากการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศลงภายในปี 2573 ให้บรรลุ เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

Digitalization

การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานทั้งในระบบการผลิตและจำหน่าย ลดระยะเวลาและต้นทุน การซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer to Peer Trading หรือการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างอาคารได้ รวมไปถึงการพัฒนา Smart Buildings เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมเทคโนโลยี เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

Convergence

การลดข้อจำกัดของการเข้าสู่ธุรกิจไฟฟ้า โดยเปิดการซื้อขายเสรีด้านพลังงานมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจไฟฟ้าทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิม รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ ทำให้การกระจายการผลิตและการซื้อขายไฟฟ้าสามารถเกิดขึ้นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว


กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมในธุรกิจไฟฟ้า จำแนกออกเป็น 2 กลยุทธ์ย่อยที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมพลังงานของบริษัทฯ สู่การเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าชั้นนำด้านนวัตกรรม สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและรายได้ใหม่ๆ รวมถึงสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและพลังงานได้อย่างยั่งยืนในระดับสากล

กลยุทธ์ S3: S-Curve & Batteries

คือการพัฒนานวัตกรรมพลังงานและธุรกิจแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน การพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและยานพาหนะอื่นๆ รวมถึงการต่อยอดธุรกิจเชิงนวัตกรรม เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมพลังงานของบริษัทฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การวิจัยพัฒนาและผลิตแบตเตอรี่สู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

    บริษัทฯ วิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่เป็นของตัวเองตั้งแต่ในกระบวนการผลิตและการใช้งาน ตลอดจนการพัฒนาตลาดระบบกักเก็บพลังงานและแบตเตอรี่ เช่น การใช้งานร่วมกับพลังงงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จ โดยปัจจุบัน ได้ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ชนิด Semi-Solid เพื่อผลิตแบตเตอรี่ G-Cell ที่คิดค้นโดยบริษัทฯ และ 24M Technologies, Inc. (24M) ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้น 30 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี โดยวางแผนเพิ่มขนาดเป็น 10 กิะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ภายใน 10 ปีข้างหน้า

กลยุทธ์ S4: Shifting to Customer Centric

คือ การบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญทั้งในด้านการผลิตไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภค โดยใช้นวัตกรรมในโรงไฟฟ้าหลักและโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงเสนอบริการที่สามารถบริหารจัดการพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการพัฒนา Platform ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กแบบกระจายตัว (Distributed generation)

    การให้บริการสำหรับลูกค้าที่ต้องการผลิตพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์รูฟท็อป ระบบไมโครกริด (Microgrid) โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และการผสานการใช้งานระบบกักเก็บพลังงาน สำหรับลูกค้ากลุ่มพาณิชย์และอุตสาหกรรม เพื่อใช้เองในองค์กร เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ (District cooling)

    การให้บริการจากผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนา ออกแบบ ติดตั้งระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ที่เหมาะสมกับความต้องการผู้ใช้ รวมถึงการบริการจัดการและซ่อมบำรุงระบบตลอดอายุสัญญาแก่ลูกค้ากลุ่มพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่ต้องการระบบทำความเย็นในสถานประกอบการ

  • การบริการจัดการพลังงานอัจฉริยะครบวงจร (Energy management services)

    การให้บริการจัดการทางพลังงานอัจฉริยะครบวงจร ที่สามารถยกระดับการใช้พลังงานของลูกค้าผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ต่อความต้องการ ผ่านการให้คำปรึกษา ตรวจสอบ วิเคราะห์การใช้พลังงาน การตรวจวัดการใช้พลังงานผ่านระบบเรียลไทม์ (Real-time) การจัดการพลังงานผ่านระบบควบคุมทางไกล (Remote Management) รวมถึงการบูรณาการระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบจัดการไฟฟ้า

บริษัทฯ เตรียมความพร้อมและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงานในอนาคตโดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาผนวกเข้ากับผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และขยายรูปแบบการทำธุรกิจสู่ผู้บริโภคที่ครอบคลุมการใช้พลังงานจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนี้

Upstream Business
Midstream Business
Downstream
ธุรกิจต้นน้ำ (Upstream)

การให้บริการตั้งแต่กระบวนการออกแบบ จำหน่าย จัดหา ก่อสร้าง และติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งในรูปแบบการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPC) และแบบโครงการจ้างเหมา (Turn-Key) ที่ครอบคลุมการใช้พลังงานทั้งในรูปแบบการเชื่อมต่อกับระบบสายส่ง (On-grid) และแบบที่ไม่เชื่อมกับระบบสายส่ง (Off-grid) รวมถึงระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)

ธุรกิจกลางน้ำ (Midstream)

การผลิตพลังงานแบบกระจายตัว (Distributed Generation)

การผลิตพลังงานโดยผู้ใช้รายย่อยที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป โดยให้บริการสำหรับลูกค้าที่ต้องการผลิตพลังงานเพื่อใช้เองในองค์กร ลดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการทำระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • โซลาร์รูฟท็อป (Photovoltaic: PV)
  • โซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar)
  • ระบบโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm)
  • ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • ระบบทำความเย็นแบบกระจายศูนย์ (District Cooling)
  • การบูรณาการระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบ (Behind-the-Meter Energy Storage System: BTM ESS)
การกักเก็บพลังงาน (Energy Storage)

การผนวกรวมระบบการกักเก็บและผลิตพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งการใช้งานในอุปกรณ์แบบอยู่กับที่ (Stationary) และแบบเคลื่อนที่ (Mobility) นอกจากนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นช่องทางในการเจาะทั้งตลาดธุรกิจกลุ่มระบบศูนย์รวมข้อมูล โทรคมนาคม และไฟฟ้าทั้งใน และต่างประเทศ

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • ระบบกักเก็บพลังงานขนาดเล็ก (<100 kWh)
  • ระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ (>100 kWh)
  • สถานีชาร์จไฟฟ้า (Charging Station)
  • System Integrator
  • แบตเตอรี่ Lead-acid Replacement
  • ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถกอล์ฟไฟฟ้า
  • ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น รถบัสไฟฟ้า
การบริหารจัดการ (Energy Management)

การให้บริการตรวจสอบระบบและอุปกรณ์การใช้พลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ภายในองค์กร

  • การตรวจสอบระบบการใช้พลังงาน (Energy Audit)
  • การตรวจวัดผลการดำเนินการระบบพลังงานตามเวลาจริง (Real Time Energy Monitoring)
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency Equipment Supply)
  • การพัฒนาระบบการใช้พลังงาน (Energy Management & Solution Provider)
  • การดำเนินการข้อตกลงการซื้อขายพลังงาน (Power Purchase Agreement: PPA) และใบอนุญาตทางกฏหมาย (Regulatory Certification)
  • การควบคุมระบบจัดการพลังงานระยะไกล (Remote Management)
ธุรกิจปลายน้ำ (Downstream)

การดำเนินงานและการบำรุงรักษา (Operation and Maintenance) ที่ครอบคลุมบริการหลังการขายแก่ลูกค้าโดยผู้เชียวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ของบริษัทในกลุ่ม อาทิ

  • การดำเนินงานและการบำรุงรักษาระบบผลิตพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์รูฟท็อป
  • การดำเนินงานและการบำรุงรักษาระบบทำความเย็น (District Cooling)

บริษัทฯ ตระหนักดีถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเชิงพาณิชย์จากนวัตกรรม และเล็งเห็นโอกาสของนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ที่จะเป็นช่องทางในการเปิดรับและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด รวมถึงประสบการณ์จากภายนอกองค์กร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทำให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและยกระดับนวัตกรรมพลังงาน บริษัทฯ มุ่งเน้นการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมผ่านความร่วมมือต่าง ๆ โดยมีโครงการดังนี้

การพัฒนาโซล่าลอยน้ำทะเลแห่งแรกในประเทศไทย (G-Float)

การร่วมมือเพื่อพัฒนาโครงการนำร่องการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดลอยน้ำทะเล (Floating Solar) หรือ G-Float โดยร่วมมือกับบริษัทในกลุ่มปตท.และบริษัท ผลิตไฟฟ้าและพลังงานร่วม จำกัด (CHPP) ซึ่งเป็นนวัตกรรมทุ่นโซลาร์ลอยน้ำเชิงพาณิชย์ที่รองรับกลุ่มลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนในองค์กร

G-Float ถูกออกแบบให้มีจุดเด่นในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้นวัตกรรมเม็ดพลาสติก (High Density Polyethylene หรือ โพลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง) ที่มีคุณสมบัติพิเศษ อาทิ ความยืดหยุ่น แข็งแรง ทนทาน อีกทั้งยังลดการสะสมของเพรียงทะเล และไม่เป็นพิษต่อสัตว์ทะเล G-Float สามารถติดตั้งได้สะดวกรวดเร็วและง่ายต่อการบำรุงรักษา รองรับการติดตั้งแผงโซลาร์ขนาดมาตรฐานจนถึงขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากขึ้น และมีอายุการใช้งานของวัสดุยาวนานถึง 25 ปี ยังสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้

ประโยชน์เชิงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • เพิ่มอายุการใช้งานเป็น 25 ปี
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าผ่านการใช้วัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดีขึ้น
ประโยชน์เชิงการสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่าย
  • ประหยัดค่าไฟฟ้าลง 390,000 บาท (ติดตั้ง 100 กิโลวัตต์)
  • สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ตลอดอายุการใช้งานเท่ากับ 7.8 ล้านบาท
ประโยชน์เชิงทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม
  • สร้างโอกาสให้พนักงานของบริษัทฯ ขยายขีดความสามารถ เพิ่มทักษะ และประสบการณ์ด้านระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำทะเล
ประโยชน์อื่นๆ
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 36 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และกว่า 725 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตลอดอายุการใช้งาน
  • เม็ดพลาสติกที่นำมาขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทางทะเล (ได้รับการยืนยันโดยสำนักงานอาหาร และยาประเทศสหรัฐอเมริกา)
  • สามารถเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา เพื่อการเรียนรู้สำหรับชุมชนที่สนใจเกี่ยวกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์
โครงการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อเป็นชุมชนต้นแบบในสถาบันวิทยสิริเมธี(Smart Energy Community at Vidyasirimedhi Institute Of Science And Technology; VISTEC)

การร่วมมือกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการการศึกษาพัฒนาระบบจัดการพลังงานอย่างชาญฉลาดที่ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ณ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) โดยบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางพลังงานใหม่ๆ เพื่อใช้ศึกษาเป็นแนวทางในการต่อยอดและใช้งานได้จริงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างมีเสถียรภาพ (Solar Rooftop และ Solar Floating) การใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงานหมุนเวียน การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาวิเคราะห์การผลิต จัดเก็บ และส่งกระแสไฟฟ้า ตลอดจนการประยุกต์ใช้ระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ (Blockchain) เพื่อให้แต่ละอาคารสามารถซื้อขายไฟแบบเชื่อมต่อโครงข่ายโดยตรง ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ (Peer - to - Peer: P2P) ซึ่งสามารถทำธุรกรรมแบบดิจิทัล ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าแบบอัตโนมัติ (Smart Contract) โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางและแสดงผลการทำงานแบบตอบสนองทันที (Real Time) เป็นต้น

ประโยชน์เชิงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • เพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนภายในอาคารกว่าร้อยละ 38.5
ประโยชน์เชิงการสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่าย
  • ได้รับรายได้จากการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 1.75 ล้านบาท ในระยะแรก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.16 ล้านบาทในปี 2564 รวมเป็น 5.8 ล้านบาท
ประโยชน์เชิงทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม
  • เสริมทักษะความรู้ด้านนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้ต่อยอดลงทุนในอนาคต
  • พนักงานบริษัทฯ สามารถเข้าถึงรูปแบบเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนดาดฟ้าอาคารและลอยน้ำ รวมถึงการใช้งานระบบกักเก็บไฟฟ้า
  • ตอบสนองนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่ต้องการผลักดันการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นประโยชน์ต่อชุมชนบริเวณใกล้เคียง
  • ใช้เป็นกรณีศึกษาด้านนวัตกรรมของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงการต่อยอดแนวทางการจัดการพลังงานที่หลากหลายในอนาคต
ประโยชน์อื่นๆ
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1,211,306 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • จัดตั้งเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนสำหรับชุมชน
  • สร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทฯ และชุมชนบริเวณใกล้เคียง
  • สนับสนุนให้นักศึกษาในสถาบัน VISTEC เข้าร่วมศึกษาเรียบรู้และทดลองใช้นวัตกรรม
นวัตกรรมแบตเตอรี่แห่งอนาคต G-Cell Battery

บริษัทฯ ร่วมมือกับบริษัท 24M Technologies, Inc ที่มีความเชียวชาญด้านแบตเตอรี่ประเภทลิเทียม-ไอออน (Lithium-Ion) ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อวิจัยพัฒนาแบตเตอรี่ชนิด Semi-Solid ที่มีชื่อว่า G-Cell เพื่อรองรับการขยายตัวเชิงพาณิชย์ โดยมีความโดดเด่น คือ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานหรือมีวัฏจักรในการชาร์จใหม่ได้มากถึง 1000-10,000 ครั้ง และมีระยะเวลากักเก็บพลังงานไฟฟ้านานถึง 350 วันซึ่งมากกว่าแบตเตอรี่ลิเที่ยมทั่วไปถึง 1.2 เท่า แบตเตอรี่ นอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมอุณหภูมิของตัวเองได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงเพื่อลดโอกาสการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรภายในแบตเตอรี่ รวมถึงมีน้ำหนักเบาและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ใช้สารยึดเกาะ (No binder) ส่งผลให้เซลล์แบตเตอรี่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆ

G-Cell สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทั้งแบบอยู่กับที่ (Stationary) และแบบเคลื่อนที่ (Mobile) ผ่านการดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ G-Pack และ G-Box รวมถึงรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น ระบบสถานีชาร์จ ระบบโทรคมนาคมและ Data Center ที่ต้องการเสถียรภาพของระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า

ประโยชน์เชิงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • สามารถลดเวลาในการผลิต และลดต้นทุนลงได้ร้อยละ 50
  • ลดการใช้สารเคลือบในชิ้นส่วนแบตเตอรี่ลงร้อยละ 30 ส่งผลให้แบตเตอรี่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น
ประโยชน์เชิงการสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่าย
  • คาดว่าจะสร้างรายได้กว่า 2,500 ล้านบาทต่อปีจากผลิตภัณฑ์ G-Cell จากการคาดการณ์กำลังการผลิต 10 กิกะวัตต์-ชั่วโมง
  • สร้างรายได้ประมาณ 3,000 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2568
  • ลดค่าภาษีนำเข้าของระบบกักเก็บพลังงานจากต่างประเทศลง ร้อยละ 23
ประโยชน์เชิงทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม
  • สร้างทักษะให้พนักงานจากการร่วมศึกษาวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกักเก็บพลังงานในระดับสากล
  • ยกระดับการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประโยชน์อื่นๆ
  • แบตเตอรี่มีความปลอดภัยสูง สามารถควบคุมอุณหภูมิภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ผลิตโดยชิ้นส่วนที่ใช้สารเคลือบน้อยกว่าปกติร้อยละ 40 ส่งผลให้แบตเตอรี่สามารถนำไปรีไซเคิลง่ายขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
การร่วมมือเพื่อส่งเสริมงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมอื่นๆ
นวัตกรรมและ
การจัดการ
ประเภทความร่วมมือ
ด้านนวัตกรรม
รายละเอียด กลยุทธ์ที่สอดคล้อง
Advanced Semi-Solid Battery Technology
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
สำนักงานพัวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA)
การร่วมมือเพื่อนำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและวัสดุศาสตร์ของประเทศมาพัฒนาแบตเตอรี่ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปการของบริษัทฯ
  • S3: S-curve & Batteries
Application and Market Development
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
การสร้างความร่วมมือเพื่อนำแบตเตอรี่ต้นแบบไปทดสอบใช้งานในผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เช่น ยานพาหนะไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ในอนาคต
  • S3: S-curve & Batteries
Smart Energy Campus
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีในการพัฒนาโมเดลเมืองพลังงาน Micro Grid อัจฉริยะผ่านการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการผลิตพลังงานจากพลังงานหมุนเวียน กักเก็บ และจำหน่ายรวมถึงการซื้อขายระหว่างผู้ใช้งานรูปแบบเอกชนกับเอกชน (Private PPA)
  • S3 S-curve & Batteries
  • S4: Shifting to Customer-Centric
Academic Resource Collaboration
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การแลกเปลี่ยนบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากภาคการศึกษามาร่วมวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมและบุคลากรของประเทศในการผลิตแบตเตอรี่ ลิเธียม-ไออนที่ยังขาดแคลน
  • S3: S-curve & Batteries
Battery Manufacturing Process Development
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
การร่วมมือเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตแบตเตอรี่ที่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน ต้นทุนต่ำ และมีระยะเวลาการผลิตสั้นเพื่อรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์ในอนาคต
  • S3: S-curve & Batteries
การศึกษาวิจัยการจัดการแบตเตอรี่ตลอดห่วงโซ่คุณค่า

จากแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานสู่โลกอนาคต เป็นพลังงานสะอาดร่วมกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบกักเก็บพลังงานจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในระบบนิเวศ (Eco-system) ทางพลังงาน อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของการใช้แบตเตอรี่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวหากไม่มีการศึกษาและการจัดการภายหลังการใช้งานที่ดีเพียงพอ บริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตและให้บริการระบบกักเก็บพลังงานเล็งเห็นโอกาสและแนวทางการลดผลกระทบของการใช้แบตเตอรี่ โดยวางแผนศึกษาวิจัยการผลิต ประสิทธิภาพในการใช้งาน ตลอดจนกระบวนการรีไซเคิลภายหลังการใช้งาน

จากความสำเร็จในการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ระยะที่หนึ่ง บริษัทฯ วางแผนจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม (R&D Center) ในพื้นที่เดียวกับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมวงเงินกว่า 230 ล้านบาท เพื่อใช้งานเป็นศูนย์การศึกษาวิจัยแบตเตอรี่ของบริษัทฯ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การทดสอบความปลอดภัย การใช้งานจริง รวมไปถึงกระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกหลักวิศวกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นำด้านระบบกักเก็บพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปรับปรุง ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาข้างต้นจัดทำตามมาตรฐานการรายงานความยั่งยืน โดย The Global Reporting Initiative (GRI Standards) ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดยหน่วยงานภายนอกและให้ความเชื่อมั่นข้อมูลการรายงานในระดับจำกัด (Limited Assurance)