นโยบายและคู่มือด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน

GRI 2-23, 2-24, 3-3

บริษัทฯ มีการดำเนินงานภายใต้นโยบายการบริหารจัดการความยั่งยืนและนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินการผ่านโครงการพัฒนาสังคมและชุมชนในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และทิศทางในการดำเนินธุรกิจขององค์กร รวมทั้งมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีส่วนได้เสียรอบพื้นที่การดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
GPSC CSR Strategy (2568 - 2570)
คู่มือการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนสัมพันธ์

โครงสร้างการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน

กลุ่ม GPSC ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน (CSR) ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน (Corporate Governance and Sustainability Committee) ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ทิศทางเชิงกลยุทธ์ และกำกับดูแลการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ขณะที่หน่วยสื่อสารองค์กรและกิจการสาธารณะ (Corporate Communication and Public Affairs) รับผิดชอบในการขับเคลื่อนและดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างคุณค่าร่วมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานด้าน CSR เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด GPSC มีการติดตาม ทบทวน และรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง พร้อมทั้งประเมินประสิทธิผลของโครงการผ่านตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ เพื่อวัดผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสีย

นอกจากนี้ ข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่นยังได้รับการทวนสอบโดยหน่วยงานอิสระเป็นประจำทุกปี เพื่อเสริมสร้างความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใสของข้อมูลที่เปิดเผย โดยผลการประเมินและข้อเสนอแนะจากกระบวนการดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในการพัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการด้าน CSR อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับสังคม ชุมชน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

แนวทางการบริหารจัดการเพื่อการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

GRI 3-3, 413-1
กรอบกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

GPSC ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจจะเกิดขึ้นได้เมื่อชุมชนและสังคมรอบข้างเติบโตไปพร้อมกัน

บริษัทฯ จึงจัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนในทุกพื้นที่ดำเนินงาน (100%) เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อกังวล และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมนำข้อมูลที่ได้รับมาพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างธุรกิจและชุมชน

ในการขับเคลื่อนงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม GPSC ได้กำหนดกรอบกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล อาทิ S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน นวัตกรรม และเทคโนโลยีขององค์กร มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและแก้ไขประเด็นสำคัญของชุมชนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

หลักการสำคัญในการดำเนินงานด้าน CSR

การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของ GPSC ยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • สอดคล้องกับพันธกิจและการดำเนินธุรกิจขององค์กร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ธุรกิจและสังคมในระยะยาว
  • ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญและศักยภาพหลักขององค์กร ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพของชุมชน
  • ตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะชุมชนรอบพื้นที่ดำเนินงาน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

เพื่อสะท้อนการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนที่เป็นเลิศ กลุ่ม GPSC ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน CSR ภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยบูรณาการความเชี่ยวชาญหลักขององค์กรเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goals: SDGs)

ทั้งนี้ ได้กำหนดกลยุทธ์หลักเป็นกรอบการดำเนินงานด้าน CSR ใน 4 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงพลังงาน, การพัฒนาคุณภาพชีวิต, นวัตกรรมที่ยั่งยืน และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับโครงการ GPSC EBITDA Uplift พร้อมบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นพื้นที่รอบการปฏิบัติการของบริษัทเป็นหลัก เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เป็นรูปธรรม และสนับสนุนเป้าหมาย Net Profit ขององค์กร

เป้าหมายและผลการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการอยู่ร่วมกันกับชุมชนอย่างยั่งยืน ประจำปี 2568 - 2570

ผลการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการอยู่ร่วมกันกับชุมชนอย่างยั่งยืน ปี 2568 (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2568) จะเห็นได้ว่าบริษัทฯ ยังสามารถรักษาระดับผลการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรที่จะก้าวไปสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมที่ยั่งยืนในธุรกิจไฟฟ้าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล สามารถสรุปเป็นตัวชี้วัดที่มีนัยสำคัญ โดยจัดกลุ่มออกมาเป็น 3 ด้าน ได้ดังนี้

  1. 1. ด้านสิ่งแวดล้อม
    ตัวชี้วัดสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม คือ ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเป้าหมายองค์กรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emissions กิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ในปี 2568 ได้แก่:
    • โครงการ Light for a Better Life ลดก๊าซเรือนกระจก 319.31 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
    • โครงการ Zero Waste Village (ชุมชนบ้านไผ่จังหวัดระยอง) และโครงการรับซื้อขยะค่าความร้อนสูง 11.85 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
    • โครงการปลูกป่า 3,230 ไร่ ร่วมกับกรมป่าไม้และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ลดก๊าซเรือนกระจก 1,096.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

    รวมการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น 1,427.86 tCO₂eq ต่อปี

  2. 2. ด้านเศรษฐกิจ
    ตัวชี้วัดที่สำคัญของด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากโครงการที่สามารถสร้างรายได้ลดรายจ่ายให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ได้แก่:
    • รายได้จากการส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน 2,073,834 บาทต่อปี
    • รายได้จากโครงการ Light for a Better Life หมอไฟฟ้าจ้างงานนักศึกษาอาชีวะ 80,000 บาทต่อปี
    • รายได้จากการสนับสนุนการใช้ สินค้า / ขนม /บริการ ของชุมชน ในกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ 476,732 บาทต่อปี
    • ค่าใช้จ่ายลดลงจากโครงการ Light for a Better Life ที่ยังมีการ Monitoring 3,309,461 บาทต่อปี

    รวมรายได้และการลดค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 5,940,027 บาทต่อปี

  3. 3. ด้านสังคม ชุมชน และการมีส่วนร่วมของพนักงาน
    ตัวชี้วัดทางด้านสังคม ชุมชน และการมีส่วนร่วมของพนักงานที่บ่งชี้ถึงการดำเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    มีรายละเอียดดังนี้:
    • ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) จากโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมภายใต้กรอบกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน อยู่ในช่วง 1.50 – 2.50
    • ผลการสำรวจความพึงพอใจของชุมชนโดยรวม 88.72 %
    • จำนวนพนักงานจิตอาสาและจำนวนชั่วโมงที่พนักงานจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรม CSR จำนวน 369 คน / 1,573 ชั่วโมง

    ผลการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนสัมพันธ์ในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GPSC ในการขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชนและสังคม ภายใต้แนวคิด "Decarbonization for Sustainable Future" โดยสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ทุกด้าน สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนและสังคมในระยะยาว

การเข้าถึงพลังงาน

GRI 413-2
SDG 7: AFFORDABLE AND CLEAN ENERGY

บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยบริษัทฯ ในฐานะแกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. มีความมุ่งมั่นที่จะนำทักษะ ความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบไฟฟ้า มาใช้เพื่อส่งมอบพลังงานสะอาดให้กับชุมชน สอดรับกับทิศทางพลังงานโลกและแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ของไทยที่มุ่งไปสู่พลังงานสะอาด และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)

โครงการ Light for a Better Life (LBL) เป็นโครงการดูแลช่วยเหลือสังคมโดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีและองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญของพนักงานในกลุ่มบริษัทฯ เพื่อดูแลระบบไฟฟ้าให้กับชุมชน สังคม สะท้อนการเป็นบริษัทแกนนำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. โดยใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของพนักงาน (Expertise) เพื่อดูแลผู้คนในชุมชน สังคม และประเทศชาติ (People of the Planet) ใน 4 ด้านหลัก ๆ คือ ความปลอดภัย (Safety) ความประหยัด (Saving) ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) และ เศรษฐกิจ-สังคม (Socio-Economic) โครงการ Light for a Better Life (LBL) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 ภายใต้โครงการ Electricity Doctor และต่อมาได้พัฒนาเป็นโครงการสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาด โดยติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะนำไปสู่การเข้าถึงน้ำ (ความเชื่อมโยงระหว่างความต้องการใช้น้ำและพลังงาน) โดย ณ ปี 2568 มีมูลค่าการลงทุนเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานไปแล้วกว่า 23 ล้านบาท (ปี 2561-2568)

SAFETY

ปรับปรุง ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าให้กับสาธารณสถาน อาทิ โรงเรียน วัด สถานพยาบาลท้องถิ่น เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินจากการเกิดเพลิงไหม้ ไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบไฟฟ้าให้กับหน่วยงานราชการท้องถิ่นกรณีประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ

SAVING

ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อประหยัดพลังงาน รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและสามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปพัฒนาหรือทำกิจกรรมอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน

SECURITY

ติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้คนในชุมชนและสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดอุปสรรคในการใช้ชีวิต รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า เช่น การติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้แก่ โรงพยาบาล สถานบริการด้านสาธารณสุข และสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

SOCIO-ECONOMIC

สร้างและส่งเสริมอาชีพให้กับคนในชุมชน โดยการฝึกอบรมคนในชุมชนให้มีทักษะอาชีพสามารถเป็นช่างไฟฟ้าพื้นฐาน ดูแลครัวเรือนชุมชนของตนเองและก่อให้เกิดรายได้เสริม หรืออาจพัฒนาเป็นรายได้หลักให้กับตนเองต่อไป

โดยในปี 2568 GPSC ยังเดินหน้าโครงการนี้เพื่อมุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งยังมีการจัดอบรมร่วมกับวิศวกรจิตอาสาจากวิทยาลัยเทคนิคระยอง กว่า 30 คนมาร่วมให้ความรู้และปรับปรุงระบบไฟฟ้า โดยได้ดำเนินโครงการทั้งสิ้น 3 แห่ง ได้แก่:

  • โรงเรียนมาบยางพร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลหนองสะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
  • ศูนย์การเรียนรู้หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

บริษัทฯ ร่วมกับ ปตท. สนับสนุนวิศวกรและพนักงาน CSR ตรวจประเมินการติดตั้งโซลาร์เซลล์ กำลังการติดตั้งรวม 199.51 kWp ให้กับวัด 3 แห่ง ได้แก่ วัดสระเกศวรมหาวิหาร (ภูเขาทอง) กรุงเทพฯ วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพฯ และวัดป่าธรรมธาราภิรมย์ เชียงใหม่ สร้างโอกาสลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้มากถึง 1,288,876 บาทต่อปี และลดก๊าซเรือนกระจกได้ 142,013 kgCO2eq ต่อปี

พัฒนาคุณภาพชีวิต

GRI 413-2
SDG 8: DECENT WORK AND ECONOMIC GROWTH

บริษัทฯ มีนโยบายในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนและสังคม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ มีอาชีพรองรับ มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดี ส่งผลให้สุขภาพใจและกายที่สมบูรณ์ โดยได้ดำเนินโครงการดังนี้

บริษัทฯ ร่วมกับกลุ่ม ปตท. สนับสนุนเงินบริจาคด้านการศึกษาแก่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) และสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ระหว่างปี 2565-2574 เป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและการวิจัยของประเทศไทย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับทุนการศึกษาสายอาชีพ (ทุน iPEC & MERIT) แก่วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี (IRPCT) เพื่อยกระดับวิชาชีพอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐาน มุ่งเน้นการสนับสนุนในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงานเป็นหลัก

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษาในพื้นที่ (ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ปีที่ 18) โดยเน้นโครงการทุนการศึกษาต่อเนื่องระดับปริญญาตรี รวมถึงทุนการศึกษาสำหรับชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้า

บริษัทฯ เป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนบ้านไผ่ (วิสาหกิจธนาคารขยะออมทรัพย์บ้านไผ่) ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบพื้นที่โรงงาน RDF โดยริเริ่มส่งเสริมและพัฒนากระบวนการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2568 บริษัทฯ สนับสนุนเครื่องจักรสำหรับแปรรูปขยะพลาสติกให้แก่ชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ และส่งเสริมการอัพไซเคิล (Upcycling) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สามารถนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

จากการสนับสนุนดังกล่าว ชุมชนจึงมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) โดยนำวัสดุที่ได้จากการอัพไซเคิลมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นส่วนของของขวัญปีใหม่ (ประจำปี 2569) เพื่อมอบให้แก่ GPSC โดยไม่คิดค่าตอบแทน ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างองค์กรและชุมชนในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังส่งเสริมอาชีพชุมชนโดยการปรับปรุงดีไซน์กระเป๋าผ้าของวิสาหกิจชุมชนก้าวใหม่ จังหวัดระยอง ให้มีดีไซน์ทันสมัยสไตล์เกาหลี-ญี่ปุ่น พร้อมต่อยอดพัฒนาวิสาหกิจให้มีมาตรฐาน สามารถช่วยสร้างงาน สร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่มเปราะบาง

ในปี 2568 ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงใน 2 ช่วงเวลาหลัก คือ ช่วงกลางปี (ก.ค.-ก.ย. 2568) และช่วงปลายปี (พ.ย.-ธ.ค. 2568) ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ผู้บริหารและพนักงานได้ร่วมกันบรรจุถุงยังชีพ น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับเหตุการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้จังหวัดสงขลา บริษัทฯ ได้จัดหาและส่งมอบน้ำมันดีเซลสำหรับใช้กับเครื่องปั่นไฟสำรองเพื่อดูแลผู้ประสบอุทกภัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมกับส่งพนักงานจิตอาสา GPSC เข้าร่วมกับคณะนักศึกษาสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก ลงพื้นที่ตรวจสอบระบบไฟฟ้าบ้านเรือน ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุดและยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม พร้อมให้คำแนะนำการใช้งานอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าหลังน้ำลด

นวัตกรรมที่ยั่งยืน

GRI 413-2
SDG: 9: INDUSTRY, INNOVATION AND INFRASTRUCTURE

ในฐานะที่เป็นแกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตท. บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมต่อการพัฒนาองค์กร และส่งเสริมให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้ทั้งในเชิงธุรกิจและสังคมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกในยุคปัจจุบัน โดยบริษัทฯ เชื่อว่านวัตกรรมทางสังคม หรือ Social Innovation ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน จะสามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้

บริษัทฯ ให้การสนับสนุนเยาวชนไทยระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมการแข่งขัน “วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม - 6 สิงหาคม 2568 ณ เมืองบางี ประเทศมาเลเซีย และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าแข่งขันรวม 55 คน จาก 14 ประเทศทั่วโลก ในการแข่งขันครั้งนี้ เยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัล 3 เหรียญเงิน

บริษัทฯ ถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จาก AI/Chatbot และวิธีการรู้ทันกลลวงในโลกไซเบอร์ ให้กับชุมชนและกลุ่มประมง จำนวน 352 คน ในพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าของ GPSC Group พร้อมทั้งจัดอบรมและสาธิตการใช้ AI แนะแนวสายอาชีพให้แก่นักเรียนโรงเรียนระยองวิทยาคม นิคมอุตสาหกรรม จำนวน 150 คน เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของตนเอง ส่งเสริมทักษะด้านเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการค้นหาความถนัดและวางแผนเส้นทางอาชีพในอนาคต

บริษัทฯ ร่วมกับกลุ่ม ปตท. จังหวัดระยอง และสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (ระยอง) จัดโครงการ "PTT Group Rayong Innovator Challenge 2025" ภายใต้แนวคิด "Ocean Mission : นวัตกรรมเปลี่ยนทะเล" มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา โดยมีตัวแทนสนใจ 40 คน ได้ชิ้นงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม 8 ชิ้นงาน ทีมที่ชนะเลิศ ได้แก่ "รถเก็บขยะชายหาด" จากวิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี (IRPCT) โดย GPSC นำนวัตกรรมดังกล่าวมาแสดงการใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นจริงในวันเก็บขยะชายหาดสากล ณ ชายหาดแสงจันทร์ จ.ระยอง

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

GRI 413-2
SDG 13: CLIMATE ACTION

บริษัทฯ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่และชุมชนใกล้เคียงกับพื้นที่ดำเนินการของบริษัทฯ โดยได้มีโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สร้างสมดุลของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด

บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ด้านการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีทางธรรมชาติ โดยการปลูกป่าเพื่อให้เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงมีเป้าหมายในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ทั้งในด้านการดูแลรักษาป่า การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ การส่งเสริมรายได้จากการจ้างงาน รวมถึงการสร้างแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพรตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนโดยรอบ โดยมีเป้าหมายการปลูกอยู่ที่ 10,000 ไร่ ภายในปี 2573 เริ่มตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการปลูกร่วมกับกรมป่าไม้เป็นจำนวน 230 ไร่ ที่จังหวัดเลย พร้อมดูแลบำรุงรักษาป่าอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี จนถึงปี 2575 ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงปีที่ 3 ของระยะการบำรุงรักษา โครงการดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียน TVER (โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

บริษัทฯ ขยายโครงการกักเก็บคาร์บอนภาคป่าไม้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ครอบคลุมพื้นที่ 3,000 ไร่ ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2568 ในภาคเหนือ โดยจัดพิธีลงนามสัญญาความร่วมมือเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และมีการ Kick-off Project ดำเนินการปลูกป่าโดยกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน ทั้งจากบริษัทฯ มูลนินธิแม่ฟ้าหลวง และชุมชน เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ณ ป่าชุมชนบ้านเมืองรวง ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

ในปี 2568 บริษัทฯ ดำเนินโครงการสร้างฝายชะลอน้ำต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 จำนวน 10 ฝาย ณ ป่าชุมชนบ้านภูดรห้วยมะหาด ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดยดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน รวม 187 ฝาย เพื่อช่วยชะลอน้ำในช่วงฤดูฝน ป้องกันการกัดเซาะพังทลายของดิน ลดความรุนแรงของกระแสน้ำในลำห้วย เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่า และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้กับพื้นที่

นอกจากนี้ บริษัทฯ ร่วมกับเทศบาลตำบลแกลงและหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี) และศูนย์ส่งเสริมวนศาสตร์ชุมชนที่ 6 (ระยอง) จัดกิจกรรม "โครงการปลูกป่าชุมชนมาบจันทร์ ประจำปี 2568" ณ ป่าชุมชนบ้านมาบจันทร์ ตำบลแกลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง

GPSC นำพนักงานจิตอาสาร่วมปลูกต้นตะเคียนทอง 200 ต้น บนพื้นที่ป่าชุมชนกว่า 10 ไร่ พร้อมส่งเสริมการปลูกพืชอาหารและสมุนไพร 6 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน ขมิ้นขาว กระชายบ้าน ไพล กระทือ และขิงแห้ง รวมกว่า 200 กิโลกรัม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน โดยประชาชนกว่า 500 ครัวเรือนได้รับประโยชน์จากผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวหมุนเวียนได้ตลอดปี บริษัทฯ วางแผนการดูแลบำรุงรักษาพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการตรวจติดตามผลการเจริญเติบโตของต้นไม้เป็นประจำทุกปี พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาพื้นที่ป่า

จากการสำรวจภาพรวมการดำเนินงานโครงการปลูกและดูแลรักษาป่า ประจำปี 2565-2568 ในพื้นที่ Area-based จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านมาบจันทร์, ป่าชุมชนบ้านภูดร-ห้วยมะหาด, ป่าเขาห้วยมะหาด และป่าชุมชนบ้านศิริอนุสรณ์ พบว่าความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นจากปีฐาน โดยชนิดพันธุ์พืชเพิ่มขึ้น 14% และชนิดพันธุ์สัตว์เพิ่มขึ้น 100% สำหรับโครงการปลูกป่านอกพื้นที่ใน อำเภอปากชม และอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย จำนวน 230 ไร่ ที่เริ่มดำเนินการในปี 2566 พบว่า ในปี 2567 อัตรารอดตายสูงถึง 90% และในปี 2568 อัตรารอดตายอยู่ที่ 87%

บริษัทฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายและกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านจังหวัดระยอง จัดโครงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2568 ได้ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจำนวน 1,753,299 ตัว ลงสู่ทะเล เพื่อเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำวัยอ่อน อนุรักษ์อาชีพประมง และส่งเสริมการเรียนรู้วิถีชีวิตคนท้องถิ่น โครงการนี้ช่วยสร้างรายได้ให้กับกลุ่มประมง รักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความร่วมมือที่ดีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

บริษัทฯ ได้เป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนบ้านไผ่ (วิสาหกิจธนาคารขยะออมทรัพย์บ้านไผ่) หมู่ 1 ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนที่ตั้งอยู่เขตรัศมี 5 กิโลเมตรรอบพื้นที่โรงงาน RDF ของบริษัทฯ โดยริเริ่มส่งเสริมและพัฒนากระบวนการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรให้ชุมชนมาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2568 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้สนับสนุนเครื่องจักรสำหรับแปรรูปขยะพลาสติกให้แก่ชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ และส่งเสริมการนำขยะเหล่านั้นมาอัพไซเคิล (Upcycling) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สามารถนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน จากการสนับสนุนดังกล่าว ชุมชนจึงได้มีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value) โดยนำวัสดุที่ได้จากการอัพไซเคิลมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นส่วนของของขวัญปีใหม่ ประจำปี 2569 เพื่อมอบให้แก่ GPSC โดยไม่คิดค่าตอบแทน

คุณค่าต่อชุมชนและสังคมของโครงการ

  • รายได้ของวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสิ้น 874,461 บาท
  • การบริหารจัดการเพื่อลดปริมาณขยะ รวมทั้งสิ้น 4,671.38 กิโลกรัม
  • จำนวนผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานจากทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 3,732 คน
  • ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) 1.53

GPSC ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการคัดแยกขยะค่าความร้อนสูงจากธนาคารขยะชุมชน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริหารจัดการคัดแยกขยะรีไซเคิลชุมชนวัดชากลูกหญ้า, ธนาคารขยะชุมชนเขาไผ่, ธนาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมชุมชนเนินพยอม และศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะชุมชนบ้านไผ่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ให้กลายเป็นเชื้อเพลิง RDF โดยมีผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ดังนี้

  1. บริหารจัดการขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ รวมทั้งสิ้น 5,380 กิโลกรัม
  2. เทียบเท่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งสิ้น 2,341 กิโลกรัมต่อคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน

GRI 413-1, 413-2

บริษัทฯ เข้าร่วมดำเนินงานในเรื่องธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมร่วม ผ่านช่องทางและคณะกรรมการชุดหลัก ได้แก่ คณะกรรมการกำกับแผนปฏิบัติการป้องกัน แก้ไขและติดตามตรวจสอบผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (ไตรภาคี) คณะทำงานติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม คณะทำงานตรวจเยี่ยมโรงงานอุตสาหกรรมกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุด (โครงการธงขาว-ดาวเขียว) คณะกรรมการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการติดตาม ตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโรงงาน (EIA Monitoring) ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่มาบตาพุด การตรวจประเมิน Eco Factory และ Green Industry

ปรับปรุง ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาข้างต้นจัดทำตามมาตรฐานการรายงานความยั่งยืน โดย The Global Reporting Initiative (GRI Standards) ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดยหน่วยงานภายนอกและให้ความเชื่อมั่นข้อมูลการรายงานในระดับจำกัด (Limited Assurance)