กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

บริษัทฯ มีการดำเนินงานภายใต้นโยบายการบริหารจัดการความยั่งยืนและนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินการผ่านโครงการพัฒนาสังคมและชุมชนในรูปแบบต่างๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์และทิศทางในการดำเนินธุรกิจขององค์กร รวมทั้งมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีส่วนได้เสียรอบพื้นที่การดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
GPSC CSR Strategy (2020 - 2024)
คู่มือการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนสัมพันธ์

แนวทางการบริหารจัดการเพื่อการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

GRI 103-2, 413-1
กรอบกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อว่าการที่ธุรกิจจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้นั้น ชุมชนและสังคมจะต้องเติบโตไปพร้อมกัน ดังนั้น บริษัทฯ จัดทำกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนในทุกพื้นที่การดำเนินงาน (ร้อยละ 100) เพื่อรับฟังข้อกังวัลและความสนใจและนำมาพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานในพื้นที่และอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ มีกรอบกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่สอดคล้องกับแนวทางที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยผนวกความเชี่ยวชาญทางธุรกิจของบริษัทฯ เข้าไปในกระบวนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสำคัญของชุมชนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

กลยุทธ์ในการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทฯ ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

  • เป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับภารกิจองค์กรและเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
  • เป็นการใช้ความเชี่ยวชาญ ทักษะและสมรรถนะหลักขององค์กร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดไปสู่การพัฒนาชุมชน
  • คำนึงถึงความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีส่วนได้เสียรอบพื้นที่การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

ด้านการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน

บริษัทฯ มีส่วนสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์และกิจกรรมด้านประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาที่จัดโดยชุมชนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงเป็นประจำ เพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ และสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนในรูปแบบต่างๆ ภายใต้โครงการเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมคณะกรรมการไตรภาคี การประชุมคณะกรรมการตรวจติดตามผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring) การพบปะเยี่ยมเยือนชุมชน กิจกรรมเปิดบ้าน (Open House) การรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) เป็นต้น ซึ่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากกระบวนการมีส่วนร่วมเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่บริษัทฯ นำมาพัฒนา เป็นกลยุทธ์การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่สอดคล้องกับความคาดหวังของชุมชนและสังคม เพื่อให้มีทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและยั่งยืน ตลอดจนมีการติดตามผลลัพธ์และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามกลยุทธ์ที่กำหนด

*รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในคู่มือการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนสัมพันธ์ ปี 2564-2566

กิจกรรม CSR ที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญและกำหนดเป็นกรอบกลยุทธ์แบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ

  • การเข้าถึงพลังงาน
  • คุณภาพชีวิต
  • ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นวัตกรรมที่ยั่งยืน

การเข้าถึงพลังงาน

บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยบริษัทฯ ในฐานะแกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. มีความมุ่งมั่นที่จะนำทักษะ ความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบไฟฟ้า มาใช้เพื่อส่งมอบพลังงานสะอาดให้กับชุมชน สอดรับกับทิศทางพลังงานโลกและแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ของไทยที่มุ่งไปสู่พลังงานสะอาด และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

SDG 7: AFFORDABLE AND CLEAN ENERGY

โครงการ Light for a Better Life (LBL) เป็นโครงการดูแลช่วยเหลือสังคมชุมชนโดยใช้ความเชี่ยวชาญและทักษะเฉพาะของบริษัทฯ และพนักงานในกลุ่มบริษัทฯ เพื่อดูแลระบบไฟฟ้าให้กับชุมชน สังคม สะท้อนการเป็นบริษัทแกนนำนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. โดยใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของพนักงาน (Expertise) เพื่อดูแลผู้คนในชุมชน สังคม และประเทศชาติ (People of the Planet) ใน 4 ด้านหลัก ๆ คือ ความปลอดภัย (Safety) ความประหยัด (Saving) ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) และ เศรษฐกิจ-สังคม (Socio-Economic)

Safety

ปรับปรุง ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าให้กับสาธารณสถาน อาทิ โรงเรียน วัด สถานพยาบาลท้องถิ่น เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินจากการเกิดเพลิงไหม้ ไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าช็อต รวมถึงการซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบไฟฟ้าให้กับหน่วยงานราชการท้องถิ่นกรณีประสบภัยพิบัติ

Saving

ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อประหยัดพลังงาน รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและสามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปพัฒนาหรือทำกิจกรรมอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน

Security

ติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานทางเลือกในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้คนในชุมชนและสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดอุปสรรคในการใช้ชีวิต รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า เช่น การติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้แก่ โรงพยาบาล สถานบริการด้านสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล และสถานศึกษา เป็นต้น

Socio-economic

สร้างและส่งเสริมอาชีพ "หมอไฟฟ้า" ให้กับคนในชุมชน โดยการฝึกอบรมคนในชุมชนให้มีทักษะอาชีพสามารถเป็นช่างไฟฟ้าพื้นฐาน ดูแลครัวเรือนชุมชนของตนเองและก่อให้เกิดรายได้เสริม หรืออาจพัฒนาเป็นรายได้หลักให้กับตนเองต่อไป

โครงการ LBL ถือว่าเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากสอดคล้องกับธุรกิจและความเชี่ยวชาญขององค์กร รวมทั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) และทิศทางด้านพลังงานของโลก ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบไฟฟ้า ติดตั้งและส่งมอบระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลและชุมชนที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง มาแล้วกว่า 20 โครงการ ในพื้นที่ 8 จังหวัด เพื่อสร้างความมั่นคงและความเท่าเทียมทางด้านพลังงาน ให้กับประชาชน โดยในปี 2564 บริษัทฯ ได้ปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้กับโรงเรียนในพื้นที่ดำเนินธุรกิจจำนวน 2 แห่ง และดำเนินโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก 3 โครงการ ดังนี้

No. โครงการ / สถานที่ติดตั้ง ประเภท kWp ปริมาณ CO2 ที่ลดได้ หมายเหตุ
1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว (จ.สระแก้ว) On-grid 30 46,743.61
2 สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) จำนวน 8 แห่ง (อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่) Off-grid 24.29* 24,071.97 ร่วมกับมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน
3 โครงการ Smart Farming
(อ.เขาชะเมา จ.ระยอง และ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน)
Off-grid 4 6,289.13 ร่วมกับปตท.
รวมทั้งสิ้น 58.29 77,104.71

*ตามสัดส่วนงบประมาณ

ซึ่งทำให้ปริมาณการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของส่วนกิจการเพื่อสังคม เพิ่มขึ้นจาก 181.98 kWp ในปี 2563 เป็น 240.27 kWp ในปี 2564 จากเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ให้ชุมชนสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ 1,000 kWp ภายในปี 2569 ทั้งนิ้ โครงการ LBL ทั้ง 3 โครงการในปี 2564 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 77,104.71 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ผลลัพธ์ทางธุรกิจของโครงการ LBL ในปี 2564
  • มีพนักงานเข้าร่วมโครงการ 7 คน
  • ชั่วโมงเข้าร่วมโครงการของจิตอาสา 120 ชั่วโมง
  • กำลังการผลิตติดตั้ง 75 kWh
  • ผลสำรวจความพึงพอใจของชุมชนอยู่ที่ระดับ 75%
  • ไม่มีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการจากชุมชนหรือหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น
คุณค่าต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ของโครงการ LBL
  • รายได้ (จากค่าไฟที่ประหยัดได้) จากการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว 252,000 บาท
  • ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้โดยเฉลี่ย 10,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี
  • ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 40,000 KgCO2e ต่อปี
  • รายได้ของนักศึกษาที่มาร่วมปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้กับโรงเรียน 2 แห่ง ในพื้นที่ 126,000 บาท
  • ค่าไฟที่ประหยัดได้จากการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าให้กับโรงเรียน 2 แห่ง ในพื้นที่ 48,000 บาท ต่อปี
ค่าผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI)
  • โครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้กับโรงเรียนมาบเตย = 2.55
  • โครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้กับโรงเรียนวัดกระเฉด = 2.62
  • โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าให้กับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว = 2.32
  • โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าให้กับสถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) อำเภออมก๋อย (เฉลี่ย 8 แห่ง) = 5.14
ด้านคุณภาพชีวิต
  • สมาชิกชุมชนมีความสบายใจมากขึ้นในการเข้าถึงสาธารณสุข
  • บุคลากรของสสช. มีความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น
  • บุคลากรของสสช. มีเวลาในการใช้ชีวิตกับครอบครัวมากยิ่งขึ้น เนื่องจากลดการทํางานล่วงเวลา
ด้านเศรษฐกิจ
  • สมาชิกชุมชนลดรายจ่ายและค่าเสียโอกาสในการเดินทางไปโรงพยาบาลในอําเภออมก๋อย
  • สาธารณสุขอําเภอลดค่าใช้จ่ายในด้านเวชภัณฑ์ การขนส่ง เชื้อเพลิงในการป็นไฟสํารอง และการทํางานล่วงเวลาของบุคลากร
  • สาธารณสุขอําเภอลดค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยอาการสาหัสที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ด้านสิ่งแวดล้อม
  • สสช. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าพลังงานสะอาด
  • สมาชิกชุมชนและสาธารณสุขอําเภอ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทาง เช่น สมาชิกชุมชนลดการเดินทางไปกลับโรงพยาบาลอําเภออมก๋อย และสาธารณะสุขลดการขนส่งวัคซีนหรือผู้ป่วยที่มีอาการสาหัส เนื่องจาก สสช. ทั้ง 8 แห่ง มีระบบไฟฟ้าที่สามารถให้บริการประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

คลิปบ้านแม่หลองหลวง

คลิปโครงการเกาะมันใน

คุณภาพชีวิต

บริษัทฯ มีนโยบายในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนและสังคม ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ มีอาชีพรองรับ มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงมีสุขภาพใจและกายที่สมบูรณ์ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น โครงการ GPSC ร่วมใจ รวมไทย ช่วยชาติ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์COVID-19 กิจกรรมพัฒนาศักยภาพของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ กิจกรรมพัฒนาเยาวชน รวมถึงการส่งเสริมการเล่นกีฬา โครงการชมรมผู้สูงอายุ โครงการ Smart Farming โครงการวิสาหกิจชุมชนธนาคารขยะและการแปรรูปขยะ เป็นต้น

SDG 3: GOOD HEALTH AND WELL-BEING

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ส่งผลให้ในปี 2564 บริษัทฯ ต้องปรับแผนการดำเนินงานด้านสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการ GPSC ร่วมใจ รวมไทย ช่วยชาติ มาตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเข้าสู่ระยะที่ 4 ของการระบาด โดยได้แบ่งการดำเนินกิจกรรมออกเป็น 4 รูปแบบหลักๆ คือ

  • การบริจาคเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย COVID-19
  • การบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์และสิ่งของจำเป็นต่างๆ
  • การสนับสนุนนวัตกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาการระบาดของCOVID-19 และ
  • การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมเพื่อฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ซึ่งงบประมาณที่ใช้ในการสนับสนุนโครงการ GPSC ร่วมใจ รวมไทย ช่วยชาติ นี้ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 38.78 ล้านบาท

กิจกรรมช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์ COVID-19

SDG 3: GOOD HEALTH AND WELL-BEING

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม บริษัทฯร่วมกับกลุ่ม ปตท. ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ PTT Group Smart Farming ภายใต้โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม กลุ่ม ปตท. โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการ ดังนี้

  • นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีของบริษัทฯ และกลุ่ม ปตท. มาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อยกระดับกระบวนการเพาะปลูกและการพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร
  • พัฒนาธุรกิจด้านเกษตรกรรมสมัยใหม่ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการแบบองค์รวม
  • มุ่งเน้นการพัฒนาโดยใช้พลังงานชุมชนและความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ และกลุ่ม ปตท.
  • เพื่อเพิ่มรายได้จากความสามารถในการผลิต พร้อมลดรายจ่าย และลดเวลาทำงาน รวมถึงเพิ่มผลผลิตของชุมชนด้วยเกษตรกรรมสมัยใหม่ เพื่อให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการ Smart Farming มีกลุ่มเป้าหมายซึ่งประกอบด้วย เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ด้อยโอกาส โดยมีโครงสร้างการทำงานซึ่งประกอบด้วย ผู้จัดการพื้นที่ที่เป็นพนักงานในกลุ่ม ปตท. และพนักงานจากโครงการ Restart Thailand จำนวน 6 คน/พื้นที่ โดยกลุ่ม ปตท. ได้คัดเลือกนักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่ประกอบอาชีพและส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ เข้ามาอบรมพื้นฐานความรู้ด้านการเกษตรและเทคโนโลยีเพื่อทำงานในโครงการนี้โดยเฉพาะ

สำหรับพื้นที่รับผิดชอบของบริษัทฯ มีด้วยกัน 2 พื้นที่ คือ บ้านสวนต้นน้ำ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และบ้านห้วยขาบ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทฯดำเนินโครงการกิจการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี น้องๆ จากโครงการ Restart Thailand ทั้ง 12 คน ได้ลงไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่เพื่อศึกษาปัญหาและพัฒนาแผนงานที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมีพนักงานของบริษัทฯ และกลุ่ม ปตท. คอยให้คำแนะนำและสนับสนุนในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีของกลุ่มมาพัฒนาต่อยอดเพื่อแก้ปัญหาด้านการเกษตรให้กับชุมชนในพื้นที่ โดยรายละเอียดของการใช้นวัตกรรมในแต่ละพื้นที่ มีดังนี้

1) บ้านสวนต้นน้ำ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง
- โรงเรือนอัจฉริยะพร้อมระบบ IoT ขนาด 6x12 เมตร จำนวน 2 หลัง
- ระบบโซลาร์เซลล์แบบ On-grid ขนาด 3 กิโลวัตต์
2) บ้านห้วยขาบ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
- โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 8x16 เมตร จำนวน 1 หลัง
- โรงเรือนอัจฉริยะพร้อมระบบ IoT ขนาด 8x20 เมตร จำนวน 2 หลัง

"โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม กลุ่ม ปตท." มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ปี 2564-2566) โดยปี 2564 ในส่วนของ Smart Farming นั้น จะมีการดำเนินงานใน 25 พื้นที่ 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปี 2565 บริษัทฯ มีแผนความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานมาช่วยผลักดันต่อยอดโครงการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นโดยดูจากความเหมาะสมของพื้นที่ สภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน

โครงการ Smart Farming อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

คุณค่า/ประโยชน์ต่อองค์กรของโครงการ Smart Farming
  • สร้างภาพลักษณ์ในการเป็นแกนนำนวัตกรรมด้านพลังงานของบริษัทฯ
คุณค่า/ประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมของโครงการ Smart Farming
  • ลดรายจ่าย สร้างรายได้กับชุมชนในพื้นที่
  • สร้างทักษะอาชีพให้คนในชุมชน

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่และชุมชนใกล้เคียงกับพื้นที่ดำเนินการของบริษัทฯ โดยดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สร้างสมดุลของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ โครงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โครงการปะการังเทียม โครงการบำรุงสวนป่า 34 ไร่ โครงการปลูกป่าและสร้างฝายชะลอน้ำบนเขาภูดร-ห้วยมะหาด โครงการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

SDG 12: RESPONSIBLE CONSUMPTION AND PRODUCTION
SDG 13: CLIMATE ACTION

โครงการ Zero Waste Village มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกและรณรงค์ให้คนในชุมชนคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นการสร้างคุณค่าให้กับขยะและสิ่งของเหลือใช้ อีกทั้งช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้กับชุมชน โดยโครงการ Zero Waste Village นี้ เป็นโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่จะพัฒนาต่อยอดในเชิงธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ก่อให้เกิดรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและสร้างความยั่งยืนภายในสังคมและชุมชนด้วยตนเอง

บริษัทฯ ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขยะให้กับชุมชนบ้านไผ่ ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง มาตั้งแต่ปี 2561 และดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร การแปรรูปขยะเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ (Recycle & Upcycling) และพัฒนาเป็นสินค้าประจำชุมชน รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ชุมชนบ้านไผ่ ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ไม่สามารถเปิดดำเนินการในส่วนของธนาคารขยะออมทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบได้ ส่งผลให้ขยะที่เคยเป็นแหล่งรายได้ให้กับชุมชนมีการหมุนเวียนน้อยลงและขยะภายในชุมชนมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น บริษัทฯ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงร่วมมือกับสมาคมเพื่อนชุมชนนำนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เข้ามาช่วยทั้งในเรื่องการวางแผนการตลาด การทำบัญชี การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสวยงามมากขึ้น โดยหนึ่งในนั้นได้แก่ หมอนหลอดรีไซเคิล ภายใต้แบรนด์ "Tayla เทฬา" ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายให้กับชุมชนได้มากขึ้นกว่าหมอนหลอดรูปแบบเดิม

ผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านไผ่ จังหวัดระยอง ภายใต้แบรนด์ "Tayla เทฬา"

เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ต่อยอดไอเดียของหมอนจากหลอดพลาสติกใช้แล้วของชุมชน โดยทำให้มีความน่าสนใจมากขึ้น สืบเนื่องจากปัญหาหลอดพลาสติกที่ใช้แล้วในศูนย์การเรียนรู้มีปริมาณมาก และไม่สามารถนำไปขายได้ ต้องนำไปทิ้งหรือแปรรูปเท่านั้น ดังนั้น ชุมชนบ้านไผ่จึงระดมหลอดพลาสติกจากร้านค้าภายในชุมชนและสร้างองค์ความรู้ในการนำกลับมาใช้ใหม่ให้กับชุมขน จากหมอนหลอดพลาสติกแปรรูปธรรมดาที่ทำขึ้นมาเพื่อใช้กันเองและไม่สามารถขายได้ กลายเป็นหมอนหลอดพลาสติกที่สร้างมูลค่าและขายให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศภายใต้แบรนด์ "Tayla เทฬา"

ผลิตภัณฑ์หมอนจากหลอดพลาสติกที่ใช้แล้วของแบรนด์ "Tayla เทฬา" มีวางจำหน่ายเริ่มต้น 2 รุ่น คือ หมอนมะเฟืองและหมอนเต่าตนุ โดยได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์จากปัญหาหลอดพลาสติกที่หลุดลอยลงสู่ท้องทะเลและสร้างปัญหาให้กับเหล่าสัตว์น้ำน้อยใหญ่ เช่น ปลา เต่า หอย เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ Tayla เทฬา มีส่วนช่วยในการนำเอาหลอดพลาสติกที่เราทิ้งมาใช้เป็นวัสดุทดแทนใยสังเคราะห์หรือเม็ดโฟม โดยหลอดพลาสติก 400 - 1,600 เส้น มีขนาดเท่ากับใยสังเคราะห์หรือเม็ดโฟม 0.5 - 2 กิโลกรัม

สำหรับกระบวนการผลิตนั้นต้องอาศัยฝีมือการตัดเย็บที่ประณีต โดยชาวบ้านในชุมชนจะใช้เวลาว่างมานั่งรวมกันยัดไส้หมอนหลอดเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับตัวเองและธนาคารขยะออมทรัพย์บ้านไผ่ ไม่เพียงเท่านั้น ชุมชนยังคำนึงถึงการเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลก (Eco Product) โดยไม่ใช้บรรจุภัณฑ์ห่อหุ้มที่เป็นพลาสติก แต่ใช้กระดาษ ผูกด้วยเชือก ห้อยปลาตะเพียนจากใบเตยเพิ่มความหอมสดชื่น พร้อมกับการ์ดขอบคุณที่ร่วมกันลดการใช้พลาสติก

เรื่องความสะอาดเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่บริษัทฯ และน้องๆ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อความปลอดภัยของชุมชนและผู้ซื้อ โดยหลอดที่นำมาใช้นั้นต้องผ่านกระบวนการซักล้างด้วยน้ำยาซักและน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างละ 1 รอบ และแช่น้ำทิ้งไว้ หลังจากนั้นจึงนำไปฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อนในเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนจะนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ในเรื่องความสะอาดและความปลอดภัย ปัจจุบันหมอนหลอด Tayla เทฬา มีวางจำหน่ายอยู่บน Facebook และที่ศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะชุมชนบ้านไผ่ หมู่ 1 ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านไผ่ จังหวัดระยอง แบรนด์ "Tayla เทฬา" ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรอิสระ ในการส่งต่อหลอดพลาสติกที่ใช้แล้วจากทั่วประเทศมาเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อนำไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ โดยยอดการผลิตและจำหน่ายขึ้นอยู่กับปริมาณหลอดพลาสติกใช้แล้วที่ได้รับ

ในปี 2564 ชุมชนบ้านไผ่ จังหวัดระยอง สามารถสร้างคุณค่าจาก แบรนด์ "Tayla เทฬา" ได้ ดังนี้
ยอดจำหน่ายหมอนหลอดพลาสติกที่ใช้แล้ว 232 ชิ้น
จำนวนขยะจากหลอดพลาสติกลดลง 196 กิโลกรัม
รายได้ของชุมชนเพิ่มขึ้น 73,174 บาท

*ข้อมูลเริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือน มิถุนายน - พฤศจิกายน 2564

คุณค่า/ประโยชน์ต่อองค์กรของโครงการ Zero Waste Village
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 11.60 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • สร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนในพื้นที่
  • การคัดแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การผลิตเชื้อเพลิงจากขยะมูลฝอยที่มาจากชุมชน มีประสิทธิภาพ
คุณค่า/ประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมของโครงการ Zero Waste Village
  • สร้างความตระหนักด้านการจัดการขยะให้กับชุมชน และนักเรียนในพื้นที่
  • ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดปริมาณขยะในชุมชน
  • ส่งเสริมให้ชุมชนประกอบอาชีพเสริมและเกิดรายได้เพิ่มเติม ในปี 2564 ประมาณ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นจาก 25,000 บาทในปี 2563

ผลลัพธ์หรือผลประโยชน์ทางสังคมของโครงการ Zero Waste Village

ด้านเศรษฐกิจ
  • สมาชิกธนาคารขยะสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายขยะรีไซเคิล เช่น พลาสติก แก้ว โลหะ และผลิตภัณฑ์จากขยะ เช่น หมอนจากหลอดพลาสติก แบรนด์ "Tayla เทฬา" ตะกร้า กระเป๋าใส่เหรียญ เป็นต้น
  • สมาชิกธนาคารขยะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการอบรมและถังสําหรับการทําปุ๋ย
  • ประธานกลุ่มธนาคารขยะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางเพื่อไปของบประมาณ สนับสนุนโครงการตามหน่วยงานราชการต่างๆ
  • ผู้รับซื้อขยะสามารถสร้างรายได้มากขึ้น จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากขยะ
  • อบต.หนองตะพาน สามารถประหยัดงบประมาณได้มากขึ้น เนื่องจากจํานวนขยะในชุมชน มีปริมาณลดลง และชุมชนได้รับการสนับสนุนด้านการอบรมจาก บริษัทฯ
ด้านสิ่งแวดล้อม
  • ชุมชนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการเดินทางไปอบรมเรื่องการบริหารจัดการและแปรรูปขยะ
  • ชุมชนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการฝังกลบขยะ
  • ชุมชนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการนําขยะมาเพิ่มมูลค่า ซึ่งทําให้เกิดการลดการใช้วัตถุดิบตั้งต้นสําหรับการผลิต (Virgin Material) เช่น พลาสติก แก้ว โลหะ
ด้านคุณภาพชีวิต
  • ประธานกลุ่มธนาคารขยะมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเดินทางไปของบประมาณ สนับสนุนโครงการตามหน่วยงานราชการต่างๆ

สุขใจไทยแลนด์

นวัตกรรม

ในฐานะที่เป็นแกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตท. บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมต่อการพัฒนาองค์กร และส่งเสริมให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้ทั้งในเชิงธุรกิจและสังคมเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกในยุคปัจจุบัน โดยบริษัทฯ เชื่อว่านวัตกรรมทางสังคม หรือ Social Innovation ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน จะสามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้

SDG: 9: INDUSTRY, INNOVATION AND INFRASTRUCTURE

โครงการ GPSC Young Social Innovator เริ่มต้นขึ้นในปี 2561 ในรูปแบบของค่ายอบรมและแข่งขันนวัตกรรมของเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าระดับภูมิภาคตะวันออก มีทีมสมัครเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 39 ทีม แต่จากความสำเร็จของผลงานเยาวชนที่ได้รับรางวัล 1 เหรียญเงิน และ 1 special award จากการแข่งขันนวัตกรรมระดับนานาชาติเวที Seoul International Invention Fair (SIIF) ทำให้ในปีถัดมาคือปี 2562 โครงการ GPSC Young Social Innovator ได้ขยายกลุ่มเป้าหมายเยาวชน โดยยกระดับจากการแข่งขันระดับภูมิภาคเป็นการแข่งขันระดับประเทศ ส่งผลให้ในปีที่ 2 นี้ มีเยาวชนจำนวน 158 ทีมสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยผลงานของเยาวชนรุ่นที่ 2 นี้เป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น เพราะถึงแม้จะประสบกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 จนทำให้การแข่งขันนวัตกรรมนานาชาติที่เป็นเป้าหมายของการแสดงฝีมือและศักยภาพของเยาวชนไทยเกือบทุกเวทีถูกยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบออนไลน์ แต่ถึงกระนั้น ผลงานของเยาวชนโครงการ GPSC Young Social Innovator ยังคงเป็นที่ประจักษ์ในเวทีระดับนานาชาติ โดยได้รับ 1 เหรียญทอง 1 special award จาก International British Inventions, Innovation Exhibition (IBIX) และ 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 3 special award จาก World Invention Innovation Contest (WIC)

จากความสำเร็จเป็นอย่างมากของโครงการ GPSC Young Social Innovator season 2 ในปี 2562 บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นที่จะยกระดับโครงการให้เป็นค่ายอบรมบ่มเพาะทักษะด้านนวัตกรรม ปลุกปั้นนวัตกรรุ่นใหม่ ให้กับประเทศไทย โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศโครงการ GPSC Young Social Innovator 2563 ให้เป็นรางวัลใหญ่ของการแข่งขันในปีที่ 3 ทำให้โครงการยิ่งได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศและมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการอย่างล้นหลามถึง 303 ทีม

และปัจจุบันโครงการ GPSC Young Social Innovator อยู่ระหว่างการดำเนินงานในปีที่ 4 โดยปรับประเภทของนวัตกรรมที่เข้าแข่งขันเป็น 3 ประเภทคือ ผลิตภัณฑ์, สิ่งประดิษฐ์ และกระบวนการและบริการ ซึ่งมีเยาวชนที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 447 ผลงาน และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศโครงการ GPSC Young Social Innovator 2564 เป็นรางวัลใหญ่ของแต่ละประเภทผลงาน รวมทั้งสิ้น 3 ถ้วยรางวัล

ภาพรวมของโครงการ GPSC Young Social Innovator ที่ผ่านมานอกเหนือจากการมีเยาวชนสนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกๆปี เยาวชนที่เข้าร่วมยังสามารถพัฒนาผลงานเพื่อยื่นจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรได้ถึง 7 ผลงาน ยังได้รับรางวัลจากการประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติมากกว่า 15 รางวัล และจากการประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ของโครงการตลอด 3 ปีมีค่า SROI ที่ 1.62 ซึ่งมีผลเป็นที่น่าพึงพอใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการแข่งขันไม่ใช่เป้าหมายหลักที่แท้จริงของโครงการ GPSC Young Social Innovator แต่อย่างใด บริษัทฯมีความมุ่งหวังและเป้าหมายที่จะผลักดันให้เยาวชนเห็นคุณค่าของชุมชนสังคม ด้วยการนำนวัตกรรมที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมานั้นไปพัฒนาสังคมของตนเองให้มีคุณภาพในยุค 4.0 นี้ และจาก 4 ปีของการดำเนินโครงการ GPSC Young Social Innovator นอกจากรางวัลจากการประกวดนวัตกรรมนานาชาติซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนถึงฝีมือ ความมุ่งมั่น และทักษะทางวิชาการของเยาวชนไทยแล้ว เยาวชน GPSC Young Social Innovator ยังได้นำนวัตกรรมเหล่านั้นไปถ่ายทอดและขยายผลไปสู่ชุมชนอีกด้วย อาทิ

  • การเพิ่มมูลค่าของข้าวฮางงอกเป็นผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นต่างๆ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน โดยใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากชุมชนเอง มีการจัดจำหน่าย สร้างรายได้ สร้างอาชีพทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับคนในชุมชน
  • การแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรเป็นกระดาษและพัฒนาต่อยอดเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ ซึ่งนอกเหนือจากการถ่ายทอดองค์ความรู้และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างความตระหนักเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับคนในชุมชนทางอ้อมอีกด้วย
  • การแปรรูปของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตสินค้าอาหารของชุมชน (น้ำหมักปลาส้ม) เป็นน้ำกรดสำหรับกระบวนการเก็บผลผลิตยางพาราที่ช่วยลดการใช้สารเคมีที่มีอันตรายและยังช่วยเพิ่มน้ำหนักยางพาราให้มากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ยางพารามีคุณภาพดีขึ้น สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อว่าการเป็นคนเก่งนั้นควรจะต้องเป็นคนดีควบคู่กันไปด้วย เช่นเดียวกับการเป็นนวัตกรที่ดีนั้น จะต้องสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ สามารถช่วยเหลือชุมชน สังคม ประเทศชาติได้ด้วยเช่นกัน

คุณค่าต่อองค์กร
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับชุมชนในพื้นที่
  • สร้างบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • PR Value 2.96 ล้านบาท
คุณค่าต่อชุมชนและสังคม
  • การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา
  • คุณภาพทางการศึกษาดีขึ้น
  • ช่วยพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของประเทศให้ดีขึ้น

การแปรรูปของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตสินค้าอาหารของชุมชน (น้ำหมักปลาส้ม) เป็นน้ำกรดสำหรับกระบวนการเก็บผลผลิตยางพารา

เป็นผลงานชนะเลิศจากโครงการ GPSC Young Social Innovator 2563 จากโรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษดิ์ จ.นครพนม ซึ่งเป็นผลงานโดดเด่นที่สร้างสรรค์ขึ้นผ่านกระบวนการ Design thinking และโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของชุมชน ซึ่งจัดจำหน่ายปลาส้มเป็นสินค้า OTOP ทำให้เกือบทุกหลังคาเรือนมีการทิ้งของเสียจากกระบวนการหมักปลาส้ม (น้ำจากกระบวนการหมัก) ไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเนื่องจากสภาวะความเป็นกรดของน้ำหมักปลาส้ม เยาวชนจึงต้องแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุจึงนำน้ำจากการหมักปลาส้มดังกล่าวมาผ่านกระบวนการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์และได้ผลลัพธ์ว่ากรดดังกล่าวมีความเข้มข้นพอเหมาะ ใกล้เคียงกับกรดสำหรับหยดยางพาราก่อนทำการเก็บเกี่ยวน้ำยาง จึงได้ทำการทดลองและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ในการแปรรูปน้ำทิ้งจากการหมักปลาส้มมาแปรรูปเป็นน้ำกรดสำหรับหยดยางพารา ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นกรดจากธรรมชาติ ลดอันตรายจากการใช้สารเคมีของเกษตรกรสวนยางพาราแล้ว น้ำกรดที่พัฒนาขึ้นยังช่วยให้ยางพาราก้อนที่เก็บเกี่ยวมีความหนาแน่นมากขึ้น น้ำหนักมาขึ้น ส่งผลให้ยางพาราก้อนมีคุณภาพดี เกษตรกรสามารถจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย

โดยในปัจจุบันผลงานดังกล่าวได้ยื่นจดสิทธิบัตร และเข้าแข่งขันนวัตกรรมในระดับนานาชาติ ได้รับเหรียญทองและ KIA Special Award จากเวที World Invention Innovation Contest หรือWiC 2021 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี และรางวัลเหรียญเงิน จากเวที International Invention, Innovation & Technology Exhibition หรือ ITEX 2021 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รวมถึงได้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านทางช่องทางออนไลน์ และที่สำคัญที่สุดเยาวชนได้รวบรวมเพื่อนๆ ในโรงเรียนลงพื้นที่ชุมชนเพื่อถ่ายทอดกระบวนการและแนวทางการผลิตน้ำกรดอย่างง่ายให้กับชุมชนเกษตรกรสวนยางพาราที่อยู่โดยรอบโรงเรียนสามารถผลิตเพื่อใช้เองในชุมชนอีกด้วย

เป้าหมาย ปี 2565 - 2569

ผลการดำเนินงาน ปี 2564

ในปี 2564 ที่ผ่านมาพบว่าผลสำรวจความพึงพอใจของชุมชนที่มีต่อบริษัทอยู่ที่ระดับร้อยละ 75 สัดส่วนการบริจาคเพื่อการกุศลอยู่ที่ร้อยละ 24.02 (ไม่เกิน 30%) และมีการประเมินค่าผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ใน 12 โครงการ/กิจกรรม โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 1.73 - 5.79 ประกอบด้วย

จากผลการดำเนินงานในภาพรวมดังกล่าวถือว่ามีความก้าวหน้ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้ และบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวให้ได้ภายในปี 2565 เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ของ บริษัทฯที่จะก้าวไปสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมที่ยั่งยืนในธุรกิจไฟฟ้าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

รูปแบบการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

หน่วย ปี 2564
สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (Cash Contributions) THB 2,800,000
มูลค่าเวลา - พนักงานที่อาสาสมัครระหว่างเวลาทำงาน (Time: employee volunteering during paid working hours) THB 58,825
การบริจาคในรูปแบบของสิ่งของและบริการ (In-kind Giving) THB 2,999,147
ค่าบริหารจัดการสำหรับกิจกรรมเพื่อสังคม (Management Overheads) THB 12,056,429

รูปแบบการลงทุนและการบริจาคเพื่อสังคม

ปรับปรุง ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2565

เนื้อหาข้างต้นจัดทำตามมาตรฐานการรายงานความยั่งยืน โดย The Global Reporting Initiative (GRI Standards) ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดยหน่วยงานภายนอกและให้ความเชื่อมั่นข้อมูลการรายงานในระดับจำกัด (Limited Assurance)